มนุษย์ในทัศนะอิสลาม

มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตประเภทหนึ่งที่ประกอบด้วยร่างกาย และจิตวิญญาณ เมื่อสิ้นชีวิตลงร่างกายจะเน่าเปื่อยและผุสลายไปตามกาลเวลา ส่วนวิญญาณจะดำรงชีวิตสืบต่อไป ความตายไม่ใช่การสูญสิ้น ฉะนั้นตราบเท่าที่วันกิยามะฮฺ (วันแห่งการอวสานของโลก) ยังมาไม่ถึงวิญญาณจะพำนักอยู่ที่อาลัมบัรซัค (โลกภายหลังความตาย) เพื่อรอวันแห่งการตัดสิน อัล-กุรอานได้อธิบายขั้นตอนการสร้างมนุษย์ไว้อย่างละเอียด จนถึงขั้นตอนสุดท้าย พระผู้เป็นเจ้าจะเป่าดวงวิญญาณไปบนร่างมนุษย์ อัล-กุรอานกล่าวว่า

ثُمَّ خَلَقْنَا النُّطْفَةَ عَلَقَةً فَخَلَقْنَا الْعَلَقَةَ مُضْغَةً فَخَلَقْنَا الْمُضْغَةَ عِظَامًا فَكَسَوْنَا الْعِظَامَ لَحْمًا ثُمَّ أَنشَأْنَاهُ خَلْقًا آخَرَ فَتَبَارَكَ اللَّهُ أَحْسَنُ الْخَالِقِينَ

“แล้วเราได้ทำให้เชื้ออสุจิกลายเป็นก้อนเลือด ได้ทำให้ก้อนเลือดกลายเป็นก้อนเนื้อ ได้ทำให้ก้อนเนื้อกลายเป็นกระดูก และได้หุ้มกระดูกนั้นด้วยเนื้อ หลังจากนั้นได้เป่าวิญญาณให้เขากลายเป็นอีกรูปร่างหนึ่ง ดังนั้นอัลลอฮฺทรงจำเริญยิ่ง ผู้ทรงเลิศแห่งปวงผู้สร้าง”[๑]

อัล-กุรอานกล่าวถึงชีวิตมนุษย์ในโลกบัรซัคว่า

وَمِن وَرَائِهِم بَرْزَخٌ إِلَى يَوْمِ يُبْعَثُونَ

“และเบื้องหน้าของพวกเขามีโลกบัรซัค จนกระทั่งถึงวันที่พวกเขาจะถูกฟื้นคืนชีพขึ้นมา”[๒]

มนุษย์ทุกคนถูกสร้างมาบนพื้นฐานที่สะอาดบริสุทธิ์แห่งพระผู้เป็นเจ้า ในลักษณะที่ว่าถ้าหากไม่มีสิ่งยั่วยุภายนอกทำให้หลงทาง ชีวิตเขาจะดำเนินบนวิถีทางแห่งสัจธรรมตลอดไป เนื่องจากไม่มีทารกคนใดคลอดออกจากครรภ์มารดาด้วยความผิดพลาด หรือมีบาปติดตัว แต่หลังจากนั้นวิถีชีวิตได้เปลี่ยนไปเพราะผลกระทบภายนอกที่เกิดจากความชั่วช้า และสิ่งไม่ดีทั้งหลายซึ่งขึ้นอยู่กับการเลือกสรร หรือแม้ว่าจะมีกรรมพันธุ์ที่ไม่ดีแต่สิ่งนั้นก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลงเจตนารมณ์ของมนุษย์ได้ ด้วยเหตุนี้แนวความคิดที่ว่าบาปเป็นธรรมชาติดั้งเดิมของมนุษย์ เพราะมนุษย์ทุกคนเป็นบุตรหลานของอาดัม จึงถือว่าไม่ถูกต้องและไม่มีรากที่มาแต่อย่างใด อัล-กุรอานกล่าวว่า

فَأَقِمْ وَجْهَكَ لِلدِّينِ حَنِيفًا فِطْرَةَ اللَّهِ الَّتِي فَطَرَ النَّاسَ عَلَيْهَا لَا تَبْدِيلَ لِخَلْقِ اللَّهِ ذَلِكَ الدِّينُ الْقَيِّمُ وَلَكِنَّ أَكْثَرَ النَّاسِ لَا يَعْلَمُونَ

“ดังนั้น เจ้าจงผินหน้าของเจ้าสู่ศาสนาที่เที่ยงธรรมเถิด ธรรมชาติของอัลลอฮฺ พระองค์ทรงสร้างมนุษย์ขึ้นมา ไม่มีการเปลี่ยนแปลงในการสร้างของอัลลอฮฺ นั่นคือศาสนาอันเที่ยงตรง แต่มนุษย์ส่วนมากไม่รู้” [๓]

ท่านศาสดามุฮัมมัด (ซ็อลฯ) กล่าวว่า “ไม่มีทารกคนใดคลอดออกมา ยกเว้นบนธรรมชาติที่บริสุทธิ์”(ความเป็นเอกภาพของพระผู้เป็นเจ้า)

มนุษย์เป็นชีวิตที่มีการเลือกสรร หมายถึงใช้สติปัญญาพิจารณาการกระทำและผลข้างเคียงที่จะเกิดตามมา หลังจากนั้นจึงตัดสินใจว่าจะทำหรือละเว้น อัล-กุรอานกล่าวว่า

إِنَّا هَدَيْنَاهُ السَّبِيلَ إِمَّا شَاكِرًا وَإِمَّا كَفُورًا

“แท้จริงเราได้ชี้แนะแนวทางแก่เขาแล้ว บางคนเป็นผู้กตัญญู และบางคนเนรคุณ” [๔]

وَقُلِ الْحَقُّ مِن رَّبِّكُمْ فَمَن شَاءَ فَلْيُؤْمِن وَمَن شَاءَ فَلْيَكْفُرْ

“จงกล่าวเถิด “สัจธรรมนั้นมาจากพระผู้อภิบาลของพวกท่าน ดังนั้น ผู้ใดประสงค์ก็ศรัทธา และผู้ใดประสงค์ (ไม่ศรัทธา) ก็ให้ปฏิเสธ” [๕]

มนุษย์ทุกคนอยู่บนธรรมชาติที่สมบูรณ์แข็งแรง มีสติปัญญาเป็นตัวตัดสิน และใช้แยกแยะสิ่งถูกผิด ดีและไม่ดี อีกทั้งมีการเลือกสรร ด้วยเหตุนี้มนุษย์จึงพร้อมที่จะยอมรับการอบรมสั่งสอน การพัฒนาการ การย้อนกลับคืนสู่พระผู้เป็นเจ้าจึงได้เปิดกว้างตลอดเวลา ยกเว้นบุคคลที่การลุแก่โทษไม่เป็นที่ยอมรับอีกต่อไป ฉะนั้นการเชิญชวนของบรรดาศาสดาจึงครอบคลุมทุกคน แม้แต่ฟิรอาวนฺก็ตาม อัล-กุรอานกล่าวว่า

فَقُلْ هَل لَّكَ إِلَى أَن تَزَكَّى وَأَهْدِيَكَ إِلَى رَبِّكَ فَتَخْشَى

“(มูซาจงกล่าวแก่ฟิรอาวนฺ) ว่า ท่านประสงค์จะขัดเกาลาไหม และจะให้ฉันนำท่านไปสู่ผู้อภิบาลของท่านไหม เพื่อท่านจะได้ยำเกรง” [๖]

บนพื้นฐานดังกล่าวมนุษย์ต้องไม่สิ้นหวังความเมตตา และการอภัยโทษจากพระผู้เป็นเจ้าเด็ดขาด อัล-กุรอานกล่าวว่า

لَا تَقْنَطُوا مِنرَّحْمَةِ اللَّهِ إِنَّ اللَّهَ يَغْفِرُ الذُّنُوبَ جَمِيعًا

“พวกท่านอย่าได้หมดหวังในพระเมตตาของอัลลอฮฺ แท้จริงอัลลอฮฺทรงอภัยความผิดทั้งมวล” [๗]

มนุษย์เป็นชีวิตที่ได้รับรัศมีแห่งปัญญา ความโปรดปราน และการเลือกสรร เป็นชีวิตที่มีหน้าที่รับผิดชอบ มนุษย์ต้องรับผิดชอบตนเองต่อพระผู้เป็นเจ้า บรรดาศาสดา และผู้นำแห่งพระองค์ อีกทั้งต้องรับผิดชอบเพื่อนมนุษย์ด้วยกันและโลก อัล-กุรอานกล่าวถึงหน้าที่ความรับผิดชอบของมนุษย์ไว้ว่า

وَأَوْفُواْ بِالْعَهْدِ إِنَّ الْعَهْدَ كَانَ مَسْؤُولاً

“จงปฏิบัติให้ครบตามสัญญา (เพราะ) แท้จริงสัญญานั้นจะถูกสอบสวน” [๘]

وَلاَ تَقْفُ مَا لَيْسَ لَكَ بِهِ عِلْمٌ إِنَّ السَّمْعَ وَالْبَصَرَ وَالْفُؤَادَ كُلُّ أُولئِكَ كَانَ عَنْهُ مَسْؤُولاً

“อย่าตามรอยที่เจ้าไม่มีความรู้ในเรื่องนั้น แท้จริงหู และตา และหัวใจ ทุกสิ่งเหล่านั้นจะถูกสอบสวน” [๙]

أَيَحْسَبُ الْإِنسَانُ أَن يُتْرَكَ سُدًى

“มนุษย์คิดหรือว่า เขาจะถูกปล่อยไว้โดยไร้จุดหมาย” [๑๐]

ท่านศาสดา (ซ็อลฯ) กล่าวว่า “พวกท่านทุกคนมีภาระ และทุกคนต้องรับผิดชอบในภาระของตน” [๑๑]

อิสลามสอนว่ามนุษย์คนเสมอภาคกันไม่มีใครดีกว่าใคร นอกจากผู้ที่มีความสมบูรณ์ และมีคุณธรรม มาตรฐานที่ใช้วัดความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์กว่าคือ ความยำเกรงในวิถีชีวิตที่มีต่อพระผู้เป็นเจ้า อัล-กุรอานกล่าวถึงเกียรติยศที่แท้จริงของมนุษย์ว่า

يَا أَيُّهَا النَّاسُ إِنَّا خَلَقْنَاكُم مِّن ذَكَرٍ وَأُنثَى وَجَعَلْنَاكُمْ شُعُوبًا وَقَبَائِلَ لِتَعَارَفُوا إِنَّ أَكْرَمَكُمْ عِندَ اللَّهِ أَتْقَاكُمْ إِنَّ اللَّهَ عَلِيمٌ خَبِيرٌ

“โอ้มนุษย์ทั้งหลาย แท้จริงเราได้สร้างพวกเจ้าทั้งเพศชาย และเพศหญิง และเราได้แยกพวกเจ้าเป็นเผ่า และตระกูลเพื่อจะได้รู้จักกัน แท้จริงผู้ที่มีเกียรติยิ่งในหมู่พวกเจ้า ณ อัลลอฮฺ คือผู้ที่มีความยำเกรงยิ่งในหมู่พวกเจ้า แท้จริงอัลลอฮฺเป็นผู้ทรงรอบรู้อย่างละเอียดถี่ถ้วน” [๑๒]

ด้วยเหตุนี้อิสลามถือว่า เชื้อชาติ เผ่าพันธุ์ ฐานะ ตำแหน่ง ภูมิประเทศ และระบบการปกครองมิได้เป็นตัวบ่งบอกว่าบุคคลนั้นดีกว่าอีกคนหนึ่ง เครื่องหมายที่บ่งบอกความเป็นมนุษย์ที่แท้จริงคือความยำเกรง

คุณค่าทางจริยธรรมตามความเป็นจริงเป็นรากฐานสำคัญ และเป็นธรรมชาติดั้งเดิมของความเป็นมนุษย์ เป็นแก่นที่มีความมั่นคงถาวรกาลเวลา และการเปลี่ยนแปลงทางสังคมไม่อาจเป็นสาเหตุทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงและการล่มสลายของจริยธรรมได้ เช่น ความสวยงาม ความซื่อสัตย์ต่อสัญญา หรือการตอบแทนความดีด้วยความดี สิ่งเหล่านี้เป็นความประพฤติที่มีความถาวร และจะดำรงต่อไปอย่างไม่มีวันล่มสลายตราบเท่าที่ยังมีมนุษย์อยู่ ขณะเดียวกันความเสื่อมทราม อกตัญญู และการบิดพลิ้วสัญญาในมุมมองของสติปัญญาถือว่าเป็น รากที่ฝังแน่นอยู่ในสังคมมนุษย์ และได้ผสมปนอยู่ในธรรมชาติของความเป็นมนุษย์

แน่นอนสิ่งที่อยู่เคียงข้างกับจริยธรรมมนุษย์มาโดยตลอดคือ ขนบธรรมเนียมประเพณี อันเป็นผลที่เกิดมาจากกฎเกณฑ์ของสังคม กาลเวลา และสถานที่ แต่สามารถเปลี่ยนแปลงได้เสมอ ไม่มีความเกี่ยวข้องอันใดกับรากฐานที่มั่นคงของจริยธรรม

อัล-กุรอานกล่าวถึงรากฐานที่มั่นคงของจริยธรรมไว้ดังนี้ว่า

هَلْ جَزَاءُ الْإِحْسَانِ إِلَّا الْإِحْسَانُ

“จะมีการตอบแทนความดีอันใดเล่านอกจากความดี” [๑๓]

لَّيْسَ عَلَى الضُّعَفَاء وَلاَ عَلَى الْمَرْضَى وَلاَ عَلَى الَّذِينَ لاَيَجِدُونَ مَا يُنفِقُونَ حَرَجٌ إِذَا نَصَحُواْ لِلّهِ وَرَسُولِهِ مَا عَلَى الْمُحْسِنِينَ مِن سَبِيلٍ

“ไม่มีข้อตำหนิใด ๆ แก่คนอ่อนแอ, และคนป่วยไข้ และบรรดาผู้ที่ไม่สามารถหาสิ่งใดมาบริจาคได้ เมื่อพวกเขาได้ตักเตือนให้จงรักภักดีต่ออัลลอฮฺ และเราะซูลของพระองค์ ไม่มีทางใดที่จะกล่าวโทษแก่บรรดาผู้กระทำดีได้” [๑๔]

فَإِنَّ اللّهَ لاَ يُضِيعُ أَجْرَ الْمُحْسِنِينَ

“แน่นอน อัลลอฮฺ ไม่ทรงทำลายรางวัลของผู้กระทำความดี” [๑๕]

إِنَّ اللّهَ يَأْمُرُ بِالْعَدْلِ وَالإِحْسَانِ وَإِيتَاءِ ذِي الْقُرْبَى وَيَنْهَى عَنِ الْفَحْشَاءِ وَالْمُنكَرِ وَالْبَغْيِ يَعِظُكُمْ لَعَلَّكُمْ تَذَكَّرُونَ

“แท้จริง อัลลอฮฺทรงสั่งเรื่องความยุติธรรมและการทำดี และการบริจาคแก่ญาติสนิท และทรงห้ามการทำลามกและการชั่วช้า และการอธรรม พระองค์ทรงตักเตือนสูเจ้า เพื่อสูเจ้าจะได้รำลึก”[๑๖]

การกระทำของมนุษย์ที่เกิดขึ้นบนโลกนี้ไม่ว่าจะมีรางวัลตอบแทน และการลงโทษหรือไม่ก็ตาม จะมีผลข้างเคียงทั้งดีและไม่ดีตามมา ซึ่งในความเป็นจริงเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นล้วนเป็นผลที่เกิดจากการกระทำของมนุษย์ทั้งสิ้น ทั้งอัล-กุรอานและความรู้สมัยใหม่ต่างยอมรับความจริงข้อนี้ อัลกุรอานหลายโองการได้กล่าวไว้ เช่น

وَلَوْ أَنَّ أَهْلَ الْقُرَى آمَنُواْ وَاتَّقَواْ لَفَتَحْنَا عَلَيْهِم بَرَكَاتٍ مِّنَ السَّمَاءِِ وَالأَرْضِ وَلَكِن كَذَّبُواْ فَأَخَذْنَاهُم بِمَا كَانُواْ يَكْسِبُونَ

“และมาตรว่าชาวเมืองได้ศรัทธาและสำรวมตนจากความชั่ว แน่นอนเราจะเปิดให้แก่พวกเขา ซึ่งความจำเริญจากฟากฟ้าและแผ่นดิน แต่ว่าพวกเขามุสา ดังนั้นเราจึงลงโทษพวกเขา เนื่องด้วยสิ่งที่พวกเขาขวนขวายไว้” [๑๗]

ท่านศาสดานูฮฺ (อ.) เตือนประชาชาติของท่านว่าระหว่างความดีกับบาปกรรม และการประทานความโปรดปรานของพระผู้เป็นเจ้ามีความสัมพันธ์กัน อัล-กุรอานกล่าวว่า

فَقُلْتُ اسْتَغْفِرُوا رَبَّكُمْ إِنَّهُ كَانَ غَفَّارًا يُرْسِلِ السَّمَاءَ عَلَيْكُم مِّدْرَارًا وَيُمْدِدْكُمْ بِأَمْوَالٍ وَبَنِينَ وَيَجْعَل لَّكُمْ جَنَّاتٍ وَيَجْعَل لَّكُمْ أَنْهَارًا

“ข้าฯได้พูด (กับประชาชาติ) ว่าพวกท่านจงขอการอภัยโทษต่อพระผู้อภิบาลของพวกท่านเถิด พระองค์ทรงเป็นผู้ให้การอภัย และจะประทานน้ำฝนมากมายให้หลั่งลงมาจากฟากฟ้าเพื่อพวกท่าน พระองค์จะทรงช่วยเหลือพวกท่านด้วยทรัพย์สินและบุตรหลาน และจะบันดาลเรือกสวนต่าง ๆ และธารน้ำแก่พวกท่าน” [๑๘]

ความก้าวหน้าและล้าหลังของประชาชาติเกิดจากสาเหตุทั้งสิ้น ถ้าไม่นับเหตุการณ์บางส่วนภายนอกแล้วละก็ จะเห็นว่าสาเหตุเหล่านั้นมาจากหลักความเชื่อ จริยธรรม และความประพฤติของตนเองเป็นส่วนใหญ่ สิ่งนี้ไม่ขัดแย้งกับการกำหนดกฎสภาวะต่าง ๆ ที่ถูกลิขิตไว้ เพราะอยู่ภายใต้กฎสภาวะโดยรวมของพระผู้เป็นเจ้า หมายถึงพระองค์ประสงค์ให้ประชาชาติกำหนดแนวทางการดำเนินชีวิตบนพื้นฐานของความศรัทธา และความประพฤติดีเป็นหลัก เช่น สังคมและความสัมพันธ์ภายในต้องวางอยู่บนพื้นฐานของความยุติธรรม จึงจะทำให้ชีวิตมีความสงบและปลอดภัย แต่ถ้าสังคมใดมิได้เป็นเช่นนี้แนวทางในการดำเนินชีวิตก็จะเปลี่ยนไป อัล-กุรอานได้เรียกกฎเกณฑ์เหล่านี้ว่า ซุนนะฮฺอิลาฮี (แบบฉบับของพระผู้เป็นเจ้า) อัล-กุรอานกล่าวว่า

فَلَمَّا جَاءَهُمْ نَذِيرٌ مَّا زَادَهُمْ إِلَّا نُفُورًااسْتِكْبَارًا فِي الْأَرْضِ وَمَكْرَ السَّيِّئِ وَلَا يَحِيقُ الْمَكْرُ السَّيِّئُ إِلَّا بِأَهْلِهِ فَهَلْ يَنظُرُونَ إِلَّا سُنَّتَ الْأَوَّلِينَ فَلَن تَجِدَ لِسُنَّتِ اللَّهِ تَبْدِيلًا وَلَن تَجِدَ لِسُنَّتِ اللَّهِ تَحْوِيلًا

“เมื่อมีผู้มาตักเตือนพวกเขา ก็ไม่มีสิ่งใดเพิ่มพูนแก่พวกเขานอกจากการหนีห่าง เนื่องจากความหยิ่งยโสในแผ่นดิน และการวางแผนชั่ว แต่แผนชั่วนั้นจะไม่ประสบแก่ผู้ใด นอกจากผู้วางแผนเท่านั้น และนอกจากแนวทางของบรรพชนแล้วพวกเขาจะคอยอะไรอีก ดังนั้น เจ้าจะไม่พบการเปลี่ยนแปลงในแนวทางของอัลลอฮฺ และเจ้าจะไม่พบการบิดเบือนใด ๆ ในแนวทางของอัลลอฮฺ” [๑๙]

وَأَنتُمُ الأَعْلَوْنَ إِن كُنتُم مُّؤْمِنِين ... وَتِلْكَ الأيَّامُ نُدَاوِلُهَا بَيْنَ النَّاسِ

“สูเจ้าจะเหนือกว่าหากสูเจ้าเป็นผู้ศรัทธา....และวันทั้งหลายเหล่านั้นเราได้ให้มันหมุนเวียนระหว่างมนุษย์” [๒๐]

อนาคตของมนุษย์เป็นที่ชัดเจน แม้ว่าโดยปรกติแล้วมนุษย์จะไม่เท่าเทียมกันก็ตาม แต่สภาพดังกล่าวจะไม่ดำเนินไปจนถึงบั้นปลายสุดท้าย เพราะอนาคตของมนุษย์กำลังเดินทางไปสู่ความสว่างไสว อยู่ภายใต้การปกครองของผู้มีความยุติธรรม อัล-กุรอาน สาธยายว่าในยุคสุดท้ายโลกจะถูกปกครอง โดยผู้ที่มีความสะอาดบริสุทธิ์คงไว้ซึ่งความยุติธรรม อัล-กุรอานกล่าวว่า

وَلَقَدْ كَتَبْنَا فِي الزَّبُورِ مِن بَعْدِ الذِّكْرِ أَنَّ الْأَرْضَ يَرِثُهَا عِبَادِيَ الصَّالِحُونَ

“แท้จริงเราได้บันทึกไว้ในคัมภีร์อัซ-ซะบูรหลังจากซิกรฺ (อาจหมายถึงคัมภีร์เตารอต) ว่าแผ่นดินจะถูกปกครองด้วยปวงบ่าวที่ดีมีคุณธรรมของเรา” [๒๑]

وَعَدَ اللَّهُ الَّذِينَ آمَنُوا مِنكُمْ وَعَمِلُوا الصَّالِحَاتِ لَيَسْتَخْلِفَنَّهُم فِي الْأَرْضِ كَمَا اسْتَخْلَفَ الَّذِينَ مِن قَبْلِهِمْ

“อัลลอฮฺ ทรงสัญญากับบรรดาผู้ศรัทธา ที่ประพฤติคุณงามความดีในหมู่สูเจ้าว่า แน่นอนพระองค์จะให้พวกเขาเป็นตัวแทนสืบทอดบนหน้าแผ่นดิน เสมือนที่พระองค์ทรงให้บรรดาชนก่อนพวกเขา เป็นตัวแทนสืบทอดมาก่อนแล้ว” [๒๒]

ด้วยเหตุนี้จะเห็นว่าอนาคตของมนุษย์ชาติเป็นที่ชัดเจน การต่อสู้ระหว่างสัจธรรมกับความเท็จก็จะดำเนินต่อไปอย่างไม่มีวันจบสิ้น แต่ในที่สุดแล้วชัยชนะจะเป็นของฝ่ายสัจธรรม แม้ว่าการต่อสู้นั้นจะยาวนานก็ตาม อัล-กุรอานกล่าวว่า

بَلْ نَقْذِفُ بِالْحَقِّ عَلَى الْبَاطِلِ فَيَدْمَغُهُ فَإِذَا هُوَ زَاهِقٌ وَلَكُمُ الْوَيْلُ مِمَّا تَصِفُونَ

“ทว่าเราได้ให้ความจริงทำลายความเท็จ เราได้ให้มันมลายไปแล้วมันก็มลายไปทันที และความหายนะจะประสบแก่พวกเจ้า”[๒๓]

อัล-กุรอานได้ให้เกียรติและยกย่องมนุษย์ไว้เป็นพิเศษถึงขนาดกล่าวว่า มนุษย์คือสถานที่ซุญูดของ มลาอิกะฮฺ เช่น กล่าวว่า

وَلَقَدْ كَرَّمْنَا بَنِي آدَمَ وَحَمَلْنَاهُمْ فِي الْبَرِّ وَالْبَحْرِ وَرَزَقْنَاهُم مِّنَ الطَّيِّبَاتِ وَفَضَّلْنَاهُمْ عَلَى كَثِيرٍ مِّمَّنْ خَلَقْنَا تَفْضِيلاً

“และโดยแน่นอน เราได้ให้เกียรติลูกหลานของอาดัม และเราได้บรรทุกพวกเขาทั้งบนบกและทางทะเล และได้ให้เครื่องยังชีพที่ดีทั้งหลายแก่พวกเขา และเราได้ให้เกียรติพวกเขายิ่งกว่าส่วนมากที่เราได้บังเกิดมา” [๒๔]

จะเห็นว่ารากฐานสำคักแห่งการดำรงชีวิตประกอบด้วย การปกป้องเกียรติยศ และการขัดเกลาจิตใจ อิสลามไม่อนุญาตให้กระทำการใด ๆ ที่เป็นสาเหตุทำให้ความโปรดปรานของพระผู้เป็นเจ้าต้องสูญสลายไป อีกนัยหนึ่งอิสลามห้ามสร้างและยอมรับอิทธิพลที่ไม่ถูกต้อง ท่านอิมามอะลี (อ.) กล่าวว่า

“จงอย่าทำตนเป็นบ่าวของคนอื่น เพราะอัลลอฮฺทรงสร้างท่านมาอย่างอิสระ”[๒๕]

ท่านกล่าวอีกว่า “อัลลอฮฺทรงมอบภารกิจทั้งหมดให้คนที่มีอีมานปฏิบัติ (มีความอิสระในการปฏิบัติหรือละเว้น) ยกเว้นการทำลายจิตใจตนเอง”(วะซาอิลุชชีอะฮฺ ๑๑/๔๒๔ กิตาบ อัมริ บิลมะอฺรูฟ บาบที่ ๑๒ ฮะดีซที่ ๔)

อิสลามได้ยกย่องสติปัญญาและชีวิตที่มีเหตุผลไว้เป็นพิเศษ เนื่องจากความแตกต่างระหว่างมนุษย์กับบรรดาสรรพสัตว์อยู่ที่สติปัญญาและการมีเหตุผล ด้วยเหตุนี้จะเห็นว่าอัล-กุรอานหลายโองการได้เชิญชวนมนุษย์ไปสู่การใคร่ครวญและใช้ประโยชน์จากสติปัญญาโดยเฉพาะอย่างยิ่งการใคร่ครวญเรื่องการสร้างของพระองค์ ซึ่งเป็นความพิเศษของผู้ที่มีสติปัญญาอย่างแท้จริง อัล-กุรอานกล่าวว่า

الَّذِينَ يَذْكُرُونَ اللّهَ قِيَامًا وَقُعُودًا وَعَلَىَ جُنُوبِهِمْ وَيَتَفَكَّرُونَ فِي خَلْقِ السَّمَاوَاتِ وَالأَرْضِ رَبَّنَا مَا خَلَقْتَ هَذا بَاطِلاً سُبْحَانَكَ فَقِنَا عَذَابَ النَّارِ

“บรรดาผู้รำลึกถึงอัลลอฮฺ ทั้งในยามยืน ยามนั่ง และยามพวกเขานอนตะแคง และพวกเขาใคร่ครวญในการบันดาลชั้นฟ้าทั้งหลายและแผ่นดิน (กล่าวว่า) โอ้พระผู้อภิบาลของพวกเรา พระองค์มิได้ทรงสร้างสิ่งนี้มาโดยไร้สาระ มหาบริสุทธิ์ยิ่งแด่พระองค์ โปรดทรงคุ้มครองพวกเราให้พ้นจากการลงโทษในไฟนรกด้วยเถิด” [๒๖]

ทัศนะดังกล่าว จะเห็นว่าอัล-กุรอานและอิสลามได้ห้ามการปฏิบัติตามบรรพชน และประเพณีนิยมแบบหูหนวกตาบอดดั่งที่ชนในอดีตได้เคยปฏิบัติกันมา

ความเป็นอิสระของบุคคลในเรื่องเศรษฐกิจ การเมือง และอื่นๆ ขึ้นอยู่กับว่าสิ่งนั้นต้องไม่ขัดกับจริยธรรมความประพฤติของตน และต้องไม่สร้างความเสื่อมเสียให้สังคม ฉะนั้นจะเห็นว่าจริง ๆ แล้วปรัชญาของการมีหน้าที่รับผิดชอบในอิสลาม ต้องการกำหนดขอบข่ายความรับผิดชอบ และต้องการปกป้องเกียรติยศของมนุษย์ อีกทั้งเป็นการสนับสนุนคุณค่าทางสังคม การที่อิสลามได้ห้ามมิให้เคารพรูปปั้นและดื่มสุรา ก็เพื่อปกป้องเกียรติยศของมนุษย์นั่นเอง จากจุดนี้กฎหมายและบทลงโทษของอิสลามจึงชัดเจนขึ้น

อัล-กุรอานกล่าวว่าบทลงโทษที่ฆ่าให้ตายตกไปตามกัน หรือลงโทษชนิดฟันต่อฟัน และตาต่อตาเป็นการให้ชีวิตใหม่และเป็นความหวังที่แท้จริง อัล-กุรอานกล่าวว่า

وَلَكُمْ فِي الْقِصَاصِ حَيَاةٌ يَاْ أُولِيْ الأَلْبَابِ لَعَلَّكُمْ تَتَّقُونَ

“สำหรับการประหารให้ตายตาม คือการธำรงชีวิตสำหรับพวกเจ้า โอ้พวกมีสติทั้งหลาย! เพื่อสูเจ้าจะได้สำรวม”[๒๗] ท่านศาสดา (ซ็อลฯ) กล่าวว่า “เมื่อบ่าวได้แอบทำความผิด เป็นความเสียหายเฉพาะตนเอง แต่ถ้าได้ทำอย่างเปิดเผยและไม่มีใครท้วงติง เป็นความเสียหายแก่สังคม”

ท่านอิมามซอดิก (อ.) เมื่อกล่าวฮะดีซจบ ท่านได้กล่าวต่ออีกว่า “สาเหตุที่เป็นเช่นนี้เพราะ คนที่ทำความผิดอย่างเปิดเผยเท่ากับได้ทำลายกฎเกณฑ์ของอัลลอฮฺ (ซบ.) และศัตรูของพระองค์จะเอาเยี่ยงอย่าง”(วะซาอิลุชชีอะฮฺ ๑๑/๔๐๗, กิตาบ อัมริ บิลมะอฺรูฟ บาบที่ ๔ ฮะดีซที่ ๑)

หนึ่งในสัญลักษณ์ที่บ่งบอกว่ามนุษย์มีความเป็นอิสระคือ การไม่บังคับให้มนุษย์นับถือศาสนา อัล-กุรอานกล่าวว่า

لاَ إِكْرَاهَ فِي الدِّينِ قَد تَّبَيَّنَ الرُّشْدُ مِنَ الْغَيِّ

“ไม่มีการบังคับ (ให้นับถือ) ในศาสนา แน่นอนความถูกต้องได้เป็นที่ชัดแจ้งจากความผิด” [๒๘]

เนื่องจากสิ่งที่อิสลามปรารถนาคือ ความศรัทธาเลื่อมใสที่เกิดภายในจิตใจ แน่นอนสิ่งนี้จะไม่เกิดขึ้นอย่างเด็ดขาด นอกเสียจากว่าต้องผ่านขั้นตอนการศึกษา และสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับการศึกษาคือ การสร้างความเข้าใจและจำแนกความจริงออกจากความเท็จ

แม้ว่าการสงครามศาสนาเป็นหนึ่งในข้อบังคับของอิสลาม แต่ไม่ได้หมายความว่าเป็นการบังคับให้ผู้อื่นมายอมรับอิสลาม จุดประสงค์เพื่อปกป้องสิทธิเมื่อมีผู้มารุกราน และขจัดอุปสรรคที่กีดกั้นการเผยแผ่ของท่านศาสดา (ซ็อลฯ) เป็นธรรมดาที่ว่าเมื่อมีแนวความคิดใหม่เกิดขึ้นในสังคม ย่อมมีอีกกลุ่มหนึ่งสูญเสียผลประโยชน์ ฉะนั้น กลุ่มที่สูญเสีย กลุ่มนายทุน กลุ่มอิทธิพล กลุ่มที่หลงใหลในวัตถุและเป็นพลพรรคของมารจึงทำการคัดค้าน กีดขวางการเผยแผ่ และกลั่นแกล้งท่านมาโดยตลอด อีกด้านหนึ่งปรัชญาของการแต่งตั้งศาสดาก็เพื่อ ชี้นำประชาชนไปสู่การเคารพภักดีต่อพระผู้เป็นเจ้า และออกห่างจากบรรดาพวกอธรรมพร้อมกับทำลายสิ่งกีดขวางการเผยแผ่ เพื่อให้ความจริงไปถึงประชาชน


[๑] (อัล-มุอฺมินูน/๑๔)

[๒] (อัล-มุอฺมินูน/๑๐๐)

[๓] (อัร-รูม/๓๐)

[๔] (อินซาน/๓)

[๕] (อัล-กะฮฺฟิ/๒๙)

[๖] (นาซิอาต/๑๘,๑๙)

[๗] (ซุมัร/๕๓)

[๘] (อัล-อัสรอ/๓๔)

[๙] (อัล-อัสรอ/๓๖)

[๑๐] (กิยามะฮฺ/๓๖)

[๑๑] (มุซนัดอฮฺมัด ๒/๕๔, เซาะฮีย์บุคอรียฺ ๒/๒๘๔, กิตาบุลญุมุอะฮฺ บาบที่ ๑๑ ฮะดีซที่ ๒)

[๑๒] (ฮุจรอต/๑๓)

[๑๓] (อัร-เราะฮฺมาน/๖๐)

[๑๔] (เตาบะฮฺ/๙๑)

[๑๕] (ยูซุฟ/๙๐)

[๑๖] (อัน-นะฮฺลิ/๙๐)

[๑๗] (อะอฺรอฟ/๙๖)

[๑๘] (นูฮฺ/๑๐-๑๒)

[๑๙] (ฟาฎิร/๔๒-๔๓)

[๒๐] (อาลิอิมรอน/๑๓๙,๑๔๐)

[๒๑] (อัน-บิยาอฺ/๑๐๕)

[๒๒] (อัน-นูร/๕๕)

[๒๓] (อัน-บิยาอฺ/๑๘)

[๒๔] (อัสรอ/๗๐)

[๒๕] (นะฮฺญุลบะลาเฆาะฮฺ หมวดจดหมาย ลำดับที่ ๓๘)

[๒๖] (อาลิอิมรอน/๑๙๑)

[๒๗] (บะเกาะเราะฮฺ/๑๗๙)

[๒๘] (บะเกาะเราะฮฺ/๒๕๖)