นะบูวัตที่เฉพาะพิเศษ

บทที่ผ่านมาได้กล่าวถึงการเป็นศาสดาโดยทั่ว ๆ ไปส่วนในบทนี้จะกล่าวเฉพาะการเป็นศาสดาของท่านมุฮัมมัด (ซ็อลฯ) ซึ่งก่อนหน้านี้เคยกล่าวว่าการเป็นศาสดานั้นสามารถพิสูจน์ได้ ๓ วิธี กล่าวคือ

๑. ปาฏิหาริย์ ซึ่งท่านศาสดาได้แสดงพร้อมกับการกล่าวอ้างการเป็นศาสดา

๒. การรวบรวมหลักฐาน และพยานที่รับรองคำกล่าวอ้างการเป็นศาสดา

๓. คำรับรองของศาสดาก่อนหน้านั้น

ดังนั้นการเป็นศาสดาของท่านมุฮัมมัด (ซ็อลฯ) จึงสามารถพิสูจน์ได้ด้วยกับสามวีดังกล่าวข้างต้น

อัล-กุรอานหรือสิ่งอัศจรรย์ที่เป็นอมตะ

ประวัติศาสตร์ยืนยันว่าท่านศาสดามุฮัมมัด (ซ็อลฯ) ได้แสดงปาฏิหาริย์ประกอบคำกล่าวอ้างไว้หลายประการ แต่ท่ามกลางปาฏิหาริย์เหล่านั้นมีเพียงอัล-กุรอานอย่างเดียวเป็น สิ่งอัศจรรย์ที่เป็นอมตะตราบจนถึงปัจจุบัน

ท่านศาสดาได้พิสูจน์การเป็นศาสดาของท่านโดยการนำอัล-กุรอานมาเผยแผ่ และประกาศท้าทายคนทั้งโลกให้นำมาเยี่ยงอัล-กุรอาน คำท้าทายที่ชัดถ้อยชัดคำและบ่งบอกถึงความเชื่อมั่นในตัวเอง ซึ่งในสมัยของท่านไม่มีบุคคลใดสามารถนำมาได้ ตราบจนถึงทุกวันนี้อัล-กุรอานยังท้าทายอยู่เสมอในรูปแบบต่าง ๆ อย่างเช่นกล่าวว่า

قُلْ فَأْتُوا بِكِتَابٍ مِّنْ عِندِ اللَّهِ هُوَ أَهْدَى مِنْهُمَا أَتَّبِعْهُ إِن كُنتُمْ صَادِقِينَ

“จงกล่าวเถิด (มุฮัมมัด) ดังนั้น พวกท่านจงนำคัมภีร์สักเล่มหนึ่งจากอัลลอฮฺ ซึ่งนำทางดีกว่าทั้งสองนี้ เพื่อฉันจะได้ปฏิบัติตามมัน หากพวกท่านเป็นผู้สัตย์จริง” [๑]

อย่างไรก็ตามอัล-กล่าวว่าไม่มีใครสามมารถจะนำคัมภีร์เช่นนั้มาได้แม้ทั้งมนุษย์และญินจะรวมกันก็ตาม อัลกุรอานกล่าวว่า

قُل لَّئِنِ اجْتَمَعَتِ الإِنسُ وَالْجِنُّ عَلَى أَن يَأْتُواْ بِمِثْلِ هَذَاالْقُرْآنِ لاَ يَأْتُونَ بِمِثْلِهِ وَلَوْ كَانَ بَعْضُهُمْ لِبَعْضٍ ظَهِيرًا

“จงกล่าวเถิด (มุฮัมมัด) มาตรว่ามนุษย์และญินรวมกันที่จะนำมาเยี่ยงอัล-กุรอานนี้ พวกเขาไม่อาจนำมาเยี่ยงนั้นได้ แม้ว่าบางคนในหมู่พวกเขาเป็นผู้ช่วยเหลือของอีกบางคนก็ตาม” [๒]

นอกจากโองการข้างต้นแล้ว อัล-กุรอานยังได้กล่าวท้าทายมากกว่า ๑ ครั้ง ต่อให้พวกศัตรูของท่านประดิษฐ์ขึ้นมาสัก ๑๐ บทก็ได้ ถ้าหากการปฏิเสธของพวกเขามีเหตุผล อัล-กุรอานกล่าวว่า

يَقُولُونَ افْتَرَاهُ قُلْ فَأْتُواْ بِعَشْرِ سُوَرٍ مِّثْلِهِ مُفْتَرَيَاتٍ وَادْعُواْ مَنِ اسْتَطَعْتُم مِّن دُونِ اللّهِ إِن كُنتُمْ صَادِقِينَ

“หรือพวกเขากล่าวว่า “เขา (มุฮัมมัด) ได้ปลอมแปลงอัล-กุรอาน (มุฮัมมัด) จงกล่าวเถิด ดังนั้น จงนำมาสัก ๑๐ ซูเราะฮฺ เยี่ยงนี้ที่ถูกปลอมแปลงขึ้น และจงเรียกผู้มีความสามารถในหมู่พวกเจ้าอื่นจากอัลลอฮฺให้ช่วนเหลือ ถ้าสูเจ้าเป็นผู้สัตย์จริง ”[๓]

หรือจะเป็นเพียงสัก ๑ ซูเราะฮฺก็ได้ อัล-กุรอานกล่าวว่า

أَمْ يَقُولُونَ افْتَرَاهُ قُلْ فَأْتُواْ بِسُورَةٍ مِّثْلِهِ

“หรือพวกเขากล่าวว่า เขา (มุฮัมมัด) ได้เรียบเรียงมันขึ้น ดังนั้นจงนำมาสัก ๑ ซูเราะฮฺเยี่ยงนั้น” (ยูนุซ/๓๘)

وَإِن كُنتُمْ فِي رَيْبٍ مِّمَّا نَزَّلْنَا عَلَى عَبْدِنَا فَأْتُواْ بِسُورَةٍ مِّن مِّثْلِهِ وَادْعُواْ شُهَدَاءكُم مِّن دُونِ اللّهِ إِنْ كُنْتُمْ صَادِقِينَ فَإِن لَّمْ تَفْعَلُواْ وَلَن تَفْعَلُواْ فَاتَّقُواْ النَّارَ الَّتِيوَقُودُهَا النَّاسُ وَالْحِجَارَةُ أُعِدَّتْ لِلْكَافِرِينَ

“และถ้าสูเจ้ายังความแคลงสิ่งที่เราได้ประทานลงมาแก่บ่าวของเรา ดังนั้น จงนำมาสักซูเราะฮฺหนึ่งเยี่ยงนั้น และจงชักชวนผู้ช่วยเหลือของสูเจ้าอื่นจากอัลลอฮฺ หากสูเจ้าเป็นผู้พูดจริง และถ้าสูเจ้าไม่ทำ และจะไม่มีวันทำได้ตลอดไป ดังนั้นจงระวังไฟนรกซึ่งเชื้อเพลิงของมันเป็นมนุษย์ และหิน ซึ่งถูกเตรียมไว้ สำหรับผู้ปฏิเสธ” [๔]

สิ่งที่อัล-กุรอานกล่าวนั้นยังไม่มีใครอาจรับคำท้าได้ ทั้งนี้เพราะเหตุผลของอัล-กุรอานทำให้ผู้ถูกท้าทายต้องยอมจำนนตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ดั่งที่ทราบกันดีว่าศัตรูอิสลามนับตั้งแต่ยุคแรกจนถึงปัจจุบันพยามที่จะหาจุดโจมตีอัล-กุรอานมาตลอด และไม่เคยว่างเว้นแผนการที่จะคิดทำลายล้างอิสลาม เริ่มตั้งแต่ใส่ร้ายท่านศาสดาว่าเป็นนักไสยศาสตร์ เป็นนักมายากล และเป็นคนบ้าเสียสติ แต่ไม่ว่าพวกเขาจะทำอย่างไรก็ตามไม่สามารถลดคุณค่า หรือนำสิ่งที่คล้ายคลึงกับอัล-กุรอานมาได้ แม้ว่าปัจจุบันโลกได้วิวัฒนาการไปมากนักวิชาการ สื่อและสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ อยู่ในอำนาจของพวกเขา แต่พวกเขาก็ต้องประสบกับความล้มเหลวทุกครั้งไม่สามารถตอบคำท้าทายที่ชัดเจนของอัล-กุรอานได้ ตะฮัดดีหรือการท้าที่อัล-กุรอานเองกล่าวว่าไม่มีใครสามารถล้มล้างได้ แสดงให้เห็นว่าอัล-กุรอานมิใช่ถ้อยคำของมนุษย์ทั่ว ๆ ไปแต่เป็นพระดำรัสของพระผู้เป็นเจ้า และเป็นส่วนหนึ่งของลักษณะที่เป็นเอกลักษณ์และไม่อาจเลียนแบบได้ของอัล-กุรอาน ด้วยเหตุนี้อัล-กุรอานจึงเป็น มุอฺญิซะฮฺ (สิ่งอัศจรรย์)

ท่านศาสดา (ซ็อลฯ) ได้แสดงปาฏิหาริย์ไว้หลายประการดังที่ประวัติศาสตร์ และฮะดีซได้บันทึกไว้ แต่ในหมู่ปาฏิหาริย์เหล่านั้น อัล-กุรอาน เป็นสิ่งเดียวที่คงความอัศจรรย์อันเป็นอมตะอยู่ในทุกยุคทุกสมัยจวบจนถึงปัจจุบัน และเหตุผลที่ท่านมีศาสดามีสิ่งอัศจรรย์เป็นอมตะที่ดีกว่าบรรดาศาสดาก่อนหน้านั้น เพราะว่าศาสนาที่ท่านนำมาเป็นศาสนาสุดท้ายที่สมบูรณ์ที่สุดและจะดำรงอยู่ต่อไปจนกว่าจะถึงกาลอวสานของโลก ดังนั้นเมื่อศาสนามีความเป็นอมตะย่อมต้องการสิ่งอัศจรรย์ที่เป็นอมตะด้วยเช่นกัน เพื่อว่าทั้งสองจะได้เป็นข้อพิสูจน์ และเหตุผลสำหรับนะบูวัตของท่านในทุกสมัยหลังจากนั้น และเพื่อเป็นที่ย้อนกลับของประชาชาติในทุก ๆ ศตวรรษโดยไม่จำเป็นต้องย้อนไปหาคำพูดของคนอื่น

อัล-กุรอานเป็นคัมภีร์แห่งฟากฟ้าที่มีความเป็นอมตะและอัศจรรย์ในหลายด้านด้วยกัน แต่จะไม่ขอกล่าวทั้งหมด จะกล่าวบางประการเพื่อเป็นตัวอย่างเท่านั้น เช่น

นับตั้งแต่วันแรกที่อัล-กุรอานถูกประทานลงมา ได้สร้างความฉงนแก่กวีอาหรับที่มีความชำนาญด้านภาษาและโวหารในยุคนั้นเป็นอย่างยิ่ง สิ่งที่สร้างความประหลาดใจแก่พวกเขาคือ ความสวยงามของคำพูด รูปประโยคที่เหมาะเจาะลงตัว และเหนืออื่นใดคือความหมายของอัล-กุรอาน ลีลาของภาษาและโวหาร ความพิเศษเหล่านี้เป็นที่ทราบกันดีของชนอาหรับในสมัยนั้นและปัจจุบัน อัล-กุรอานเป็นถ้อยคำของอัลลอฮฺ (ซบ.) ที่ถูกประทานมาเพื่อเป็นทางนำแก่มนุษยชาติและมิใช่เป็นบทกวีหรืองานวรรณกรรม แต่อย่างไรก็ตามอัล-กุรอานก็ถูกแสดงออกมาเป็นคำพูดและการเขียน ดังนั้นรูปแบบและลีลาของอัล –กุรอานจึงไม่เหมือนกับสิ่งใด ท่านศาสดาจึงได้อ่านและท้าทายนักภาษา นักวรรณกรรม และนักกวีครั้งแล้วครั้งเล่าแต่พวกเขาก็ไม่สามารถรับคำท้าได้ และประหลาดใจในความอัศจรรย์ของอัล-กกุรอานถึงกับกัดนิ้วตัวเอง

วะลีด บิน มุฆีเราะฮฺ เป็นนักกวีที่มีความเชี่ยวชาญภาษาอาหรับของเผ่ากุเรชในสมัยนั้น เมื่อได้ยินท่านศาสดา (ซ็อลฯ) อ่านอัล-กุรอานไม่กี่โองการถึงกับกล่าวว่า ขอสาบานในนามของพระเจ้า สิ่งที่ฉันได้ยินจากมุฮัมมัดไม่ใช่คำพูดของมนุษย์ทั้งหลาย และไม่ใช่คำพูดของญิน เป็นคำพูดที่มีความไพเราะและมีความสวยงามเป็นเอกลักษณ์ของตนเอง เป็นคำพูดที่เปี่ยมล้นไปด้วยความหมาย ที่มาของคำพูดเต็มไปด้วยความจำเริญ เป็นคำพูดที่มีความสูงส่งและไม่มีคำพูดใดจะสูงส่งไปกว่านี้อีกแล้วหมายถึงไม่มีคำพูดใดสามารถเปรียบได้ [๕]

ไม่ได้มีเฉพาะวะลีดเท่านั้นที่ยอมจำนนต่อลีลา ความสวยงาม ความไพเราะ และความสูงส่งของอัล-กุรอาน ทว่าอาหรับคนอื่น ๆ ที่มีความชำนาญด้านภาษาไม่ว่าจะเป็น อุตบะติบนิเราะบีอะฮฺ หรือ ฏุเฟล บิน อุมัรฺต่างได้ยอมจำนน และประกาศความไร้สามารถของตน พร้อมกับสารภาพถึงความอัศจรรย์ของอัล-กุรอาน

อย่างไรก็ตามอาหรับในสมัยก่อนเป็นชนที่ไม่มีวัฒนธรรม พวกเขาไม่ยอมรับและไม่ยอมเข้าใจสิ่งใดจากอัล-กุรอานนอกจากรับรู้ว่าเป็นสิ่งอัศจรรย์เท่านั้น แต่ต่อมาเมื่ออิสลามได้เป็นหนึ่งในมหาอำนาจที่ปกครอง ๑/๔ ของโลกทำให้นักวิชาการ และนักทั้งหลายหันมาสนใจและใคร่ครวญเกี่ยวกับอัล-กุรอาน และนอกจากลีลาและวรรณคดีแล้ว อัล-กุรอานยังมีเหตุผลอีกหลายประการยืนยันว่าตัวเองเป็นสายป่านที่มาจากฟากฟ้า ทุกยุคทุกสมัยสำหรับผู้ที่ทำการใคร่ครวญจะได้รับสิ่งใหม่ ๆ จากอัลกุรอานเสมอ ซึ่งสิ่งนี้จะดำเนินร่วมไปกับสังคมตราบเท่าที่โลกยังมีชีวิต

ประการที่ ๗๒

บทที่ผ่านมาได้กล่าวถึงความอัศจรรย์ด้านวรรณคดี และลีลาที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของอัล-กุรอาน ในบทนี้จะกล่าวถึงอีกภาพลักษณ์หนึ่งที่เป็นความอัศจรรย์เช่นกัน แน่นอนว่าลีลาด้านภาษาเป็นความอัศจรรย์สำหรับบุคคลที่มีความเข้าใจภาษาอาหรับอย่างลึกซึ้ง แต่อัล-กุรอานไม่ได้มีลีลาอย่างเดียวที่เป็นความอัศจรรย์ ยังมีความอัศจรรย์อื่น ๆ อีกที่ผู้ที่ไม่เข้าใจภาษาอาหรับก็สามารถเข้าใจสิ่งนั้นได้

๑. การนำอัล-กุรอานมาเผยแผ่ โดยผู้ที่อ่านไม่ออกเขียนไม่เป็น ไม่เคยเรียนหนังสือ ไม่เคยมีครูบาอาจารย์ และไม่เคยอ่านหนังสือเล่มใดมาก่อน อัล-กุรอานกล่าวว่า

“และก่อนหน้านั้นเจ้าไม่เคยอ่านคัมภีร์เล่มใด และเจ้ามิได้เคยเขียนด้วยมือขวาของเจ้า มิฉะนั้นแล้วพวกกล่าวความเท็จจะสงสัย (สาส์น) ของเจ้าอย่างแน่นอน” [๖]

ท่านศาสดา (ซ็อลฯ) ได้อ่านโองการดังกล่าวแก่ประชาชนเพื่อให้พวกเขาได้รู้แจ้งและมีความมั่นใจในประวัติความเป็นมาของท่าน แน่นอนถ้าหากท่านเคยศึกษามาก่อน คำกล่าวอ้างของท่านต้องเป็นเท็จ ถึงแม้ว่าจะมีผู้คนบางส่วนใส่ร้ายว่า มีคนสอนอัล-กุรอานแก่ท่าน คำใส่ร้ายเหล่านี้ไม่มีผลใด ๆ ทั้งสิ้นและเป็นการใส่ร้ายที่ไม่มีรากที่มาแต่อย่างใดอัล-กุรอานตอบการใส่ร้ายว่า

“และโดยแน่นอนเรารู้ที่พวกเขากล่าวว่า แท้จริงสามัญชนคนหนึ่งสอนเขา ภาษาที่พวกเขาพาดพิงถึงนั้นเป็นภาษาต่างถิ่น และนี่เป็นภาษาอาหรับแท้ ๆ” [๗]

๒. อัล-กุรอานถูกประทานลงมาบนเงื่อนไขที่แตกต่าง งานเขียน หรือคำพูดของบุคคลทั้งหลายไม่ว่าจะมีความดีเลิศ และมีความเชี่ยวชาญสักเพียงใดก็ตามเมื่ออยู่ภายใต้เงื่อนไขที่มีความแตกต่างกันผลงานของเขาย่อมแตกต่างตามไปด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลงานในช่วงแรกกับในช่วงสุดท้ายจะมีความแตกต่างกันเห็นได้อย่างชัดเจน เพราะในช่วงท้ายผู้เขียนมีประสบการณ์ ความเชี่ยวชาญและมีการฝึกหัดมากขึ้น ซึ่งเป็นธรรมดาที่ว่าผลงานหลังๆ ย่อมดีกว่าในตอนแรก

อัล-กุรอาน เป็นคัมภีร์ที่ถูกประทานลงมาตลอด ๒๓ ปีเต็มภายใต้เงื่อนไขที่มีความแตกต่างกัน สภาพอากาศที่มีความแปรปรวน และร้อนระอุของพื้นทะเลทราย ความโหดร้ายของผู้คน วัฒนธรรมที่แตกต่างซึ่งสร้างความกดดันตลอดเวลา สงคราม ศัตรู มิตรภาพและสิ่งอื่นๆ อีกมากมาย แต่สิ่งเหล่านี้ไม่สามารถมีอิทธิพลเหนืออัล-กุรอานและท่านศาสดา อัล-กุรอานยังคงความเสมอต้นเสมอปลาย มีความสอดคล้องกันของเนื้อเรื่องและลีลาภาษา ซึ่งเป็นสิ่งยืนยันให้เห็นว่าอัล-กุรอานไม่ใช่ถ้อยคำของมนุษย์อย่างแน่นอน

อัล-กุรอานได้กล่าวถึงเรื่องราวหลายเรื่องรวมกันไม่ว่าจะเป็น เรื่องราวเกี่ยวกับพระผู้เป็นเจ้า ประวัติศาสตร์ การประมวลกฎหมาย จริยธรรม ธรรมชาติ และศาสตร์ด้านอื่น ๆ อีกมากมายแต่ประมวลเรื่องราวเหล่านั้นกับมีความสัมพันธ์คล้องจองกันตั้งแต่แรกจนจบไม่ว่าจะเป็นเนื้อหาสาระ ลีลาของภาษา วาทศิลป์ และโวหารที่อัล-กุรอานได้ใช้ อัล-กุรอานถือว่าเอกลักษณ์เฉพาะตัวด้านนี้ก็เป็นอีกหนึ่งในความมหัศจรรย์เหมือนกัน อัล-กุรอานกล่าวว่า

“พวกเขาไม่พิจารณาอัล-กุรอานบ้างดอกหรือ และถ้าอัล-กุรอานมาจากผู้อื่นจากอัลลอฮฺ แน่นอนพวกเขาก็จะต้องพบว่าในนั้นมีความขัดแย้งกันมากมาย” [๘]

๓. อัล-กุรอานคำนึงถึงธรรมชาติดั้งเดิมของมนุษย์และได้วางกฎเกณฑ์บนสิ่งนั้น จะเห็นว่าอัล-กุรอานได้ให้ความสนใจกับมนุษย์ทั้งด้านสังขาร และจิตวิญญาณเนื่องจากสิ่งที่เป็นรากฐานโดยทั่วไปจะไม่มีวันเก่าแก่ และสิ้นสลายแน่นอน

เอกลักษณ์ที่เป็นความพิเศษของกฎทั่ว ๆ ไปในอิสลามกล่าวคือ สามารถนำไปปรับใช้บนเงื่อนไขที่มีความหลากหลายในสภาพที่มีความแตกต่าง สมัยที่มุสลิมเป็นชนส่วนใหญ่ของโลกได้นำเอาอัล-กุรอานเป็นรัฐธรรมนูญสูงสุดปกครองสังคมในหลายศตวรรษติดต่อกัน ท่านอิมามมุฮัมมัดบากิร (อ.) กล่าวว่า

“แท้จริงอัลลอฮฺจะไม่กำหนดสิ่งที่เป็นความต้องการของประชาชน เว้นเสียแต่ว่าพระองค์ได้ตรัสไว้ในอัล-กุรอาน และได้อธิบายกฏเหล่านั้นแก่ท่านศาสดา และทุกสิ่งย่อมมีขอบเขตจำกัด และทุก ๆ ขอบเขตย่อมมีเหตุผลที่ตายตัว” [๙]

ประการที่ ๗๓

๔.อัล-กุรอานหลายโองการอธิบายถึงความเร้นลับในการสร้างโลกผู้คนสมัยนั้นไม่มีความรู้ และไม่มีการค้นคว้าเกี่ยวกับความเร้นลับต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบุคคลที่ไม่มีการศึกษา และดำรงชีวิตอยู่ในสังคมที่เป็นอานารยชนด้วยแล้วยิ่งลำบากกว่าที่อื่น พวกเขาจะไม่ประสบความสำเร็จด้านวิชาการเด็ดขาด นอกเสียจากต้องผ่านแนวทางของวะฮฺยู แตกต่างไปจากสังคมในยุคปัจจุบันที่มีความพร้อมด้านเทคโนโลยี กระนั้นการค้นพบสิ่งใหม่ ๆ ในสังคมปัจจุบันถือเป็นเกียรติยศสำหรับวิชาการสมัยใหม่ ทั้งที่กฎเหล่านั้นอาจเคยถูกกล่าวไว้แล้วเมื่อพันกว่าปีที่ผ่านมา อย่างเช่น การค้นพบระบบการสร้างโลกซึ่งเป็นสิ่งใหม่สำหับนักวิชาการ แต่เมื่อพิจารณาอัล-กุรอานจะพบว่า อัล-กุรอานได้สรุปการสร้างโลกและท้องฟ้าไว้ด้วยประโยคสั้น ๆ ว่า

“อัลลอฮฺคือผู้ทรงยกชูชั้นฟ้าทั้งหลายไว้โดยปราศจากเสาค้ำจุน ซึ่งพวกเจ้ามองเห็นได้” [๑๐]

การค้นพบว่าสรรพสิ่งทั้งหลายบนโลกนี้มีทั้งเพศผู้และเพศเมีย อยู่ภายกฎของการอยู่เป็นคู่ สิ่งนี้เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่นักวิชาการสมัยใหม่ได้รับมาจากการค้นคว้าด้วยความรู้และถือว่าเป็นเกียรติยศสำหรับตน ขณะที่อัล-กุรอานได้กล่าวไว้ตั้งแต่สมัยที่โลกยังไม่มีข้อมูล ไม่มีนักวิชาการและไม่มีการค้นคว้า อัล-กุรอานกล่าวว่า

“และทุก ๆ สิ่งเราได้สร้าง (มัน) ขึ้นเป็นคู่ ๆ เพื่อสูเจ้าจะได้ใคร่ครวญ” [๑๑]

ยังมีตัวอย่างอีกมากมายในลักษณะเช่นนี้ได้บันทึกไว้ในตำราตัฟซีร (อธิบายอัล-กุรอาน) ศาสนศึกษา หรือตำราสารานุกรม (เอนไซคละพีเดีย)

๕. อัล-กุรอานกับการพยากรณ์เหตุการณ์ อัล-กุรอานได้แจ้งข่าวด้วยความเชื่อมั่น และข่าวนั้นเป็นไปตามรายงานเพราะเหตุการณ์ได้เกิดจริงตามการพยากรณ์ เช่น เรื่องราวของโรม วันหนึ่งพวกโรมที่เคารพในพระผู้เป็นเจ้าแห่งมซีฮียฺ ได้พ่ายแพ้สงครามต่อพวกบูชาไฟซาซานียาน บรรดามุชริกีนอาหรับ (พวกตั้งภาคีกับพระผู้เป็นเจ้า) ได้รับเรื่องมาจาก ฟาลนีก พวกเขาพูดว่า พวกเราต้องมีชัยเหนือพวกอาหรับที่เคารพสักการะต่อพระผู้เป็นเจ้า (มุลลิม)อย่างแน่นอน อัล-กุรอานได้กล่าวถึงเหตุการณ์ก่อนที่จะเกิดว่า

“อะลิฟ ลาม มีม พวกโรมันถูกพิชิตแล้ว เป็นดินแดนที่ใกล้ที่สุด แต่หลังจากการปราชัยพวกเขาจะเป็นฝ่ายพิชิตบ้าง ในเวลาไม่กี่ปีต่อมา (ระหว่าง ๓-๙) ภารกิจทั้งมวลเป็นสิทธิของอัลลอฮฺ ทั้งก่อนและหลัง (ชัยชนะ) และวันนั้นบรรดาผู้ศรัทธาจะดีใจ” [๑๒]

เวลาผ่านไปได้ไม่นานนักเหตุการณ์ได้เกิดขึ้นจริงตามการพยากรณ์ ชนทั้งสองกลุ่มที่เชื่อในพระผู้เป็นเจ้า (มุสลิมและคริสเตียน) ได้มีชัยเหนือศัตรูของตนคือ พวกบูชาไฟซาซานียานแห่งอิหร่าน และพวกอาหรับที่เป็นผู้ปฏิเสธเผ่ากุเรช ด้วยเหตุนี้อัล-กุรอานโองการต่อมาจึงได้ถึงความดีใจของผู้ศรัทธาว่า และวันนั้นบรรดาผู้ศรัทธาจะดีใจ

๖. อัล-กุรอานกล่าวถึงประวัติของศาสดาก่อนหน้านั้น อัล-กุรอานกล่าวถึงประวัติของบรรดาศาสดา และประชาชาติของท่านไว้ในซูเราะฮฺต่าง ๆ ซึ่งประวัติเหล่านี้มีกล่าวไว้ในคัมภีร์เตารอตและอินญีลเช่นกัน แต่เมื่อนำมาเปรียบเทียบกันจะเห็นความแตกต่างได้อย่างชัดเจนว่า เรื่องราวที่กล่าวไว้ในอัล-กุอานนั้นมาจากวะฮียฺ ส่วนในเตารอตและอิลญีลได้ถูกนักเขีนรุ่นใหม่เปลี่ยนแปลงจนหมดสิ้น เรื่องราวที่อัล-กุรอานกล่าวถึงจะไม่มีความขัดแย้งกับสติปัญญาและธรรมชาติ หรือไม่มีความเหมาะสมกับตำแหน่งที่สูงส่งของบรรดาศาสดาแต่อย่างใด ขณะที่เรื่องราวของบรรดาศาสดาที่กล่าวไว้ในเตารอตและอินญีนมีความผิดพลาด และไม่เหมาะสมกับตำแหน่งอันทรงเกียรติแม้แต่นิดเดียว แค่เรื่องราวของท่านศาสดาอาดัม (อ.) เพียงท่านเดียวก็เพียงพอแล้วสำหรับการเปรียบเทียบระหว่างอัล-กุรอานกับคัมภีร์ทั้งสอง

เครื่องหมายและหลักฐานการเป็นศาสดา (ซ็อลฯ) การรวบรวมหลักฐานต่าง ๆ ดังที่กล่าวไปแล้วเป็นสิ่งสามารถนำมาพิสูจน์ความสัจจริงในคำกล่าวอ้างการเป็นศาสดาของท่านได้ และในบทนี้จะกล่าวสรุปเฉพาะเครื่องหมายที่บ่งถึงความถูกต้องเท่านั้น

๑. สภาพชีวิตการก่อนการเป็นศาสดา (ซ็อลฯ) ประชาชนชาวกุเรชได้เรียกท่านศาสดาก่อนได้รับการแต่งตั้งว่า อามีน (ผู้ซื่อสัตย์) เนื่องจากว่าท่านเป็นผู้รักษาสิ่งมีค่าของประชาชนเมื่อมีผู้นำมาฝาก ช่วงเวลาที่มีการซ่อมแซมบัยตุลลอฮฺใหม่นั้นชนอาหรับ ๔ เผ่าทะเละวิวาทกันอย่างรุนแรง และตกลงกันไม่ได้ว่าเผ่าใดจะเป็นผู้นำฮะญะรุลอัสวัด (หินดำ) ขึ้นไปติด แต่ทั้งหมดตกลงกันว่าให้คนที่มีเกียรติที่สุดของกุเรชคือท่านมุฮัมมัดเป็นผู้ทำสิ่งนั้น เนื่องจากว่าท่านเป็นผู้ซื่อสัตย์และมีความบริสุทธิ์ [๑๓]

๒. ท่านอยู่ในสังคมที่เป็นอนารยธรรม ท่านอยู่ในสังคมที่เคารพบูชารูปปั้นเป็นพระเจ้า เล่นการพนัน รังเกียรติความเป็นสตรี ฝังบุตรสาวให้ตายทั้งเป็น กินซากศพและเลือดเป็นอาหาร กดขี่และไม่มีความเอื้ออาทรต่อกัน ขณะที่สังคมมีแต่ความเลวร้าย แต่ท่านกลับเป็นผู้มีความสูงส่ง มีเกียรติและได้รับการเคารพนับถือจากสังคม ท่านไม่เคยเคารพรูปปั้น ไม่เคยมีความเสื่อมเสียเรื่องความเชื่อและจริยธรรม

๓. มาตรฐานการเชิญชวน เมื่อพิจารณาถึงมาตรฐานการเชิญชวนของท่านจะพบว่า ท่านได้เชิญชวนให้ประชาชนต่อต้านสิ่งที่เกิดขึ้นในสังคม ขณะนั้นประชาชนนิยมการเคารพบูชารูปปั้น ท่านได้เชิญพวกเขาไปสู่การเคารพภักดีต่อพระเจ้าองค์เดียว (เตาฮีด) พวกเขาปฏิเสธวันแห่งการฟื้นคนชีพท่านได้เชิญให้พวกเขาศรัทธาและให้สิ่งนั้นเป็นเงื่อนไขสำคัญสำหรับอิสลาม ท่านเชิญชวนให้พวกเขารักและหวงแหนบุตรสาวของตนเองขณะที่พวกเขาฝังบุตรสาวทั้งเป็น พวกเขาไม่เคยให้เกียรติสตรีแม้แต่นิดเดียว แต่ท่านได้ให้เกียรติสตรีและพยายามเรียกร้องเกียรติยศนั้นกลับคืนมา ขณะที่สังคมเป็นสังคมดอกเบี้ย แต่ท่านพยายามเปลี่ยนความคิดที่เอาเปรียบของพวกเขาและห้ามการกินดอกเบี้ย คนในสังคมนิยมดื่มสุราและเล่นการพนัน ท่านได้บอกพวกเขาว่าสิ่งนั้นเป็นการกระทำของมารร้ายซัยฏอนจงหลีกเลี่ยงให้ห่างไกล

๔. สื่อในการเชิญชวน สื่อประเภทเดียวที่ท่านศาสดา (ซ็อลฯ) ใช้เป็นเครื่องมือช่วยเหลือการเผยแผ่สัจธรรมนั้นคือ ความเป็นมนุษย์ผู้สมบูรณ์กับจริยธรรมที่ดีงาม ท่านไม่เคยใช้วิธีการที่ต่อต้านความเป็นมนุษย์ เช่น การปิดลำน้ำแก่ศัตรูไม่ให้ใช้เพื่อให้หิวกระหาย สร้างความสกปรกและทำให้ข้าวของเครื่องใช้เสียหาย ตัดต้นไม้เพื่อให้ประชาชนเดือดร้อน และอื่น ๆ อีกมากมาย ท่านประกาศอยู่เสมอว่าอย่าทำร้าย เด็ก สตรี และคนชรา อย่าตัดต้นไม้ ท่านไม่เคยเริ่มสงครามก่อนที่ฮุจญัต (เหตุผล) ของท่านจะสิ้นสุดลง ท่านไม่เคยเอาเปรียบศัตรู ไม่เคยใช้สื่อทุกชนิดที่สามารถเอาชนะศัตรูได้ เช่น ครั้งหนึ่งในสงครามคัยบัร ยะฮูดีคนหนึ่งได้เสนอแผนการที่จะเอาชนะศัตรูโดยลอบใส่ยาพิษลงในน้ำดื่มแต่ท่านไม่ตกลง ประวัติศาสตร์ได้จารึกว่าเมื่อเวลาเผชิญหน้ากับศัตรูท่านจะแสดงความอ่อนโยนและให้ความเมตตาเสียเป็นส่วนใหญ่

๕. บุคลิกภาพของผู้มีศรัทธาเมื่อพิจารณาจิตใจ แนวความคิด และความประพฤติของกลุ่มชนที่ได้ศรัทธาต่อท่านสามารถนำมาเป็นพื้นฐานสำคัญเพื่อรับรองคำพูดที่สัจจริง เป็นเรื่องธรรมดาที่ว่าถ้าหากคำเชิญชวนมีผลต่อบุคลากรที่เกียรติและเป็นคนที่สังคมยกย่อง นั่นแสดงให้เห็นถึงความสัจจริงและแก่นแท้ของคำเชิญชวน แต่ถ้าผู้ที่อยู่รายรอบเป็นผู้ที่มีความลุ่มหลงต่อโลก ย่อมแสดงให้เห็นถึงความอ่อนแอในคำกล่าวอ้างของการเชิญชวน บุคลากรที่มีความสูงส่งและเป็นมนุษย์ผู้สมบูรณ์ที่ยอมรับคำเชิญชวนของท่าน เช่น ท่านอะลี บุตรของอบูฏอลิบ ท่านญะอฺฟัร บุตร อบูฏอลิบ ท่านซัลมาน ท่านอบูซัร ท่านบิลาล ท่านมุเซาะอับ ท่านอิบนุมัซอูด ท่านมิกดาร และท่านอัมมารซึ่งเป็นมุสลิมรุ่นแรกทียอมรับคำเชิญชวน และถูกทรมาน ถูกเนรเทศ ถูกทำร้ายทางครอบครัว และท่านเหล่านี้ได้ร่วมต่อสู้ชนิดเคียงบ่าเคียงไหล่กับท่านมาโดยตลอด จะเห็นว่าประวัติศาสตร์ได้สารภาพถึงบุคลิกภาพที่สูงส่ง ความยำเกรง ความอ่อนน้อมถ่อมตน บุรุษแห่งสงคราม ความเสียสละ เป็นผู้สะอาดบริสุทธิ์และมีความสัจจริง

๖. มีผลที่เป็นบวกกับสังคม และมีการสานต่อทางวัฒนธรรม ท่านศาสดา (ซ็อลฯ) ได้เปลี่ยนแปลงคาบสมุทรอาหรับภายในระยะเวลาเพียง ๒๓ ปี บุคลิกภาพส่วนตัว ท่านเป็นอัจฉริยบุคคล มีความซื่อสัตย์ เป็นผู้โอบอ้อมอารี ไม่เคยเคารพบูชารูปปั้น เป็นผู้ที่ได้รับการอบรมบ่มนิสัยอย่างดี เมื่อท่านเริ่มประกาศอิสลาม ท่านได้ซึมซับสิ่งเหล่านี้ไปยังผู้ร่วมอุดมการณ์เดียวกันกับท่าน ท่านไม่ได้ทำให้วัฒนธรรมอิสลามเติบโตอยู่แค่คาบสมุทรอาหรับแต่เพียงอย่างเดียว ทว่ามันได้ขจรขจายไปสู่สังคมอื่นอย่างกว้างขวาง ท่านญะอฺฟัร บุตรของอบูฏอลิบ ซึ่งเป็นมุสลิมตั้งแต่ยุคแรกได้สะท้อนให้เห็นถึงความสำเร็จเติบโตดังกล่าว เมื่อท่านได้ตอบคำถามของเจ้าเมืองแห่งฮะบะชพฮฺ ในสมัยนั้นได้อย่างหน้าชื่นชมว่า

โอ้ท่านเจ้าเมือง แท้จริงพระผู้เป็นเจ้าได้เลือกศาสดาขึ้นในหมู่ของพวกเรา ท่านได้เชิญชวนพวกเราให้เคารพสักการะต่อพระผู้เป็นเจ้าองค์เดียว ท่านได้สอนพวกเราให้ออกห่างจากการพนัน และให้พวกเรานะมาซ บริจาคทานแก่คนยากจน มีความโอบอ้อมอารีแก่เด็กและผู้ด้วยโอกาส สอนพวกเราให้ประพฤติปฏิบัติแต่คุณงามความดี ช่วยเหลือหมู่เครือญาติและเพื่อนพร้อง และห้ามพวกเราไม่ให้ทำลามกอนาจาร ความผิด และออกห่างจากอบายมุขทั้งหลาย ท่านสอนพวกเราไม่ให้กดขี่ผู้อื่น

สิ่งเหล่านี้สามารถนำเราไปสู่คำพูดที่สัจจริงของท่านศาสดา และแก่นแท้ของอิสลาม แน่นอนบุรุษที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวเช่นนี้ คำกล่าวอ้างการเป็นศาสดา การติดต่อกับพระผู้เป็นเจ้า และโลกแห่งความเร้นลับย่อมเป็นจริง และนอกจากเครื่องหมายเหล่านี้แล้วยังมีเครื่องหมายอื่นอีกหลายประการ

การรับรองของบรรกาศาสดาก่อนหน้านั้น หนึ่งในแนวทางที่พิสูจน์การเป็นศาสดาคือการรับรองของบรรดาศาสดาก่อนหน้านั้น เนื่องจากท่านได้รับการพิสูจน์ด้วยเหตุผลที่เชื่อมั่นได้ ดังนั้นคำพูดของท่านจึงเป็นเหตุผลและเป็นหลักฐานที่มั่นคงสำหรับการพิสูจน์การเป็นศาสดาหลังจากนั้น อัล-กุรอานบางโองการกล่าวว่า ชาวคัมภีร์เชื่อว่าศาสดาของอิสลามนั้นเป็นบุตรของพวกเขาเช่นกัน หมายถึงสัญลักษณ์การเป็นศาสดาของท่านได้ปรากฏอยู่ในคัมภีร์ของพวกเขา ท่านศาสดาได้ถูกกล่าวอ้างเช่นนั้นจริง และไม่มีบุคคลใดออกมาปฏิเสธว่าสิ่งนั้นไม่เป็นความจริง อัล-กุรอานกล่าวว่า

“บรรดาที่เราได้ประทานคัมภีร์แก่พวกเขา พวกเขารู้จักเขา (มุฮัมมัด) ดั่งที่พวกเขารู้จักลูก ๆ ของเขาเอง และแท้จริงกลุ่มหนึ่งของพวกเขาปิดบังความจริงทั้ง ๆ ที่พวกเขารู้ดี” [๑๔]

ท่านศาสดา (ซ็อลฯ) ได้อ้างว่าท่านศาสดาอีซา (อ.) ได้แจ้งข่าวการมาของท่านแก่ประชาชนแล้ว โดยกล่าวว่า ฉันขอแจ้งกับพวกท่านว่าภายหลังจากฉันจะมีศาสดาถูกประทานมาอีกหนึ่งท่านนามว่า อะฮฺมัด อัล-กุรอานกล่าวว่า

“และจงรำลึก เมื่ออีซา อิบนฺ มัรยัม ได้กล่าวว่า โอ้วงศ์วานของอิสรออีล แท้จริงฉันเป็นเราะซูลของอัลลอฮฺมายังพวกท่านเป็นผู้ยืนยันสิ่งที่มีอยู่ในเตารอตก่อนหน้าฉัน และเป็นผู้แจ้งข่าวดีถึงเราะซูลคนหนึ่งที่จะมาหลังจากฉัน ชื่อของเขาคือ อะหมัด ครั้นเมื่อเขา (อะหมัด) ได้มายังพวกเขาพร้อมด้วยหลักฐานอันชัดแจ้ง พวกเขากล่าวว่านี่คือมายากล” [๑๕]

หน้าเสียดานที่คัมภีร์อินญีลได้ผ่านมาหลายช่วง และส่วนมากของคัมภีร์ได้ถูกนักวิชาการเปลี่ยนแปลงไปแล้ว คงเหลือแต่คัมภีร์อินญีลยูฮะนาที่สามารถรักษาสภาพเดิมส่วนใหญ่ไว้ได้ และในบทที่ ๑๔,๑๕,และ ๑๖ ท่านศาสดาอีซา (อ.) ได้พยาการณ์ว่าจะมีบุคคลหนึ่งนามว่า ฟารกะลีฏอ (หมายถึงซะตูดะฮฺ หมายถึงมุฮัมมัดนั้นเอง) สามารถค้นคว้าเพิ่มเติมได้จาก หนังสือ อัล-อะฮฺดัยนฺ หมวดเกี่ยวกับท่านศาดา (ซ็อลฯ)

ได้กล่าวไปแล้วว่าปาฏิหาริย์ของท่านศาสดา ไม่ได้จำกัดอยู่แค่อัล-กุรอาน ทว่าบางครั้งท่านได้แสดงตามวาระโอกาสที่เหมาะสมเพื่อเรียกร้องความสนใจจากประชาชน ดังนั้น การนับจำนวนปาฏิหาริย์ตามสติปัญญา ย่อมต่างไปจากที่อัล-กุรอานกล่าวถึง ท่านศาสดา (ซ็อลฯ) กล่าวว่าท่านศาสดามูซา (อ.) ได้แสดงปาฏิหาริย์ไว้ ๙ ครั้ง และท่านศาสดาอีซา (อ.) แสดงไว้ ๕ ครั้ง อัล-กุรอานกล่าวว่า

“และโดยแน่นอน เราได้ให้แก่มูซาสัญญาณต่างๆ อันแจ่มชัด 9 ประการ” [๑๖]

“และทรงตั้งให้เป็นเราะซูล แก่วงศ์วานอิสรออีล (ขากล่าวว่า) แท้จริงฉันได้นำสัญญาณหนึ่งจากพระผู้อภิบาลของพวกท่าน คือฉันจำลองดั่งรูปนกขึ้นจากดินให้แก่พวกท่าน แล้วฉันเป่าเข้าไปในมัน แล้วมันกลายเป็นนกด้วยอนุมัติของอัลลอฮฺ และฉันรักษาคนตาบอดแต่กำเนิด และคนเป็นโรคเรื้อน และฉันทำให้คยตายมีชีวิตขึ้นด้วยอนุมัติของอัลลอฮฺ และฉันแจ้งแก่พวกท่านถึงสิ่งที่พวกท่านกิน และสะสมไว้ในบ้านของพวกท่าน แท้จริงในนั้นมีสัญญาณหนึ่งสำหรับพวกท่าน หากพวกท่านเป็นผู้ศรัทธา” [๑๗]

จะเป็นไปได้ไหมที่จะยอมรับว่า ท่านศาสดา (ซ็อลฯ) มีความประเสริฐกว่าศาสดาท่านอื่น และเป็นศาสดท่านสุดท้าย ขณะที่ศาสดาก่อนหน้านั้นมีปาฏิหาริย์คนละหลายอย่าง ส่วนท่านกลับมีเพียงอย่างเดียว, เมื่อประชาชนได้เห็นศาสดาก่อนหน้านั้นแสดงปาฏิหาริย์หลายอย่าง พวกเขาไม่มีความหวังที่อยากจะเห็นปาฏิหาริย์เหล่านั้นจากท่านศาสดาบ้างหรือ หรือว่าปาฏิหาริย์เพียงอย่างเดียวก็เพียงพอแล้ว

แน่นอน อัล-กุรอานได้กล่าวถึงปาฏิหาริย์ของท่านศาสดา (ซ็อลฯ) ไว้หลายอย่างด้วยกัน อย่างเช่น

๑.. การแยกดวงจันทร์ สมัยหนึ่งบรรดาผู้ปฏิเสธกล่าวว่าพวกเขาจะมีศรัทาธาต่อเมื่อท่านศาสดาได้แยกดวงจันทร์ออกเป็น ๒ ส่วน ท่านได้รับอนุมัติจากอัลลอฮฺ (ซบ.) ให้ทำเช่นนั้น อัล-กุรอานกล่าวว่า

“วันกิยามะฮฺ ได้ใกล้เข้ามาแล้ว และดวงจันทร์ได้แยกออก ถ้าหากพวกเขาเห็นสัญญาณ (ปาฏิหาริย์) พวกเขาก็หันหลังให้และกล่าวว่า นี่คือมายากลที่มีมาก่อนแล้ว และพวกเขาปฏิเสธและปฏิบัติตามอารมณ์ใฝ่ต่ำของพวกเขา และทุกภารกิจการย่อมเป็นไปตามกำหนด แน่นอน ได้มีข่าวคราว (ในอดีต) มายังพวกเขาแล้ว ซึ่งในนั้นมีข้อตักเตือน” [๑๘]

อัล-กุรอานได้ยืนยันว่าดวงจันทร์ได้แยกออกเป็น ๒ ส่วน ซึ่งจุดประสงค์ของโองการไม่ได้หมายถึงการแยกดวงจันทร์ในวันกิยามะฮฺ แต่หมายถึงการแยกดวงจันทร์สมัยท่านศาสดา (ซ็อลฯ)

๒. การขึ้นมิอฺรอจญ์ ท่านศาสดา (ซ็อลฯ) ได้เดินทางไกลเพียงคืนเดียวจากมัซญิด อัลฮะรอม (มักกะฮฺ) ไปยังมัซยิดอัล อักซอที่อยู่ในประเทศปาเลสไตน์ และจากมัซญิดอัล อักซอท่านได้เดินทางต่อไปยังโลกอีกมิติหนึ่งและได้เห็นความเร้นลับอันยิ่งใหญ่ต่าง ๆในช่วงเวลาเพียงเล็กน้อยนั้นเอง สิ่งนี้เป็นอีกหนึ่งปาฏิหาริย์ของท่าน อัล-กุรอานกล่าวว่าพลานุภาพของพระผู้เป็นเจ้าทรงล้นเหลือเกินกว่าที่ธรรมชาติ และพลังอื่นใดจะมากีดขวางการขึ้นมิอฺรอจญ์ของท่านศาสดาได้ อัล-กุรอานกล่าวว่า

“มหาบริสุทธิ์ยิ่งแด่พระองค์ ผู้ทรงนำบ่าวของพระองค์เดินทางในกลางคืนจากมัซญิดอัลฮะรอมไปยังมัซญดดอัลอักซอ ซึ่งบริเวณรอบมันเราได้ให้มีความจำเริญ เพื่อเราจะให้เขาเห็นบางอย่างจากสัญญาณต่างๆของเรา แท้จริง พระองค์คือผู้ทรงได้ยิน ผู้ทรงเห็น” [๑๙]

๓. การสาบานยืนยันกับพวกชาวคัมภีร์ ท่านศาสดา (ซ็อลฯ) ต้องการพิสูจน์ความจริงกับชาวคัมภีร์ ท่านจึงท้าให้พวกเขาออกมาสาบานกัน ท่านได้กล่าวว่า พวกท่านจงพาลูก ๆ และสตรีของท่านออกมาเราจะสาบานกันและขอให้พระผู้เป็นเจ้าทรงสาปแช่งกลุ่มชนที่มุสา แน่นอนการสาบานเช่นนี้จะสิ้นสุดลงที่ฝ่ายหนึ่งต้องพบกับพินาศ ท่านศาสดาจึงได้เตรียมพร้อมโดยนัดแนะกับท่านอะลีผู้เป็นตัวตน ท่านหญิงฟาฎิมะฮฺตัวแทนฝ่ายหญิง ท่านฮะซัน และท่านฮุซัยนฺตัวแทนฝ่ายบุตรของท่านศาสดา เมื่อถึงวันนัดหมายชาวคัมภีร์ได้เห็นท่านศาสดาเอาจริง และมีความเชื่อมั่นต่อสิ่งที่จะกระทำเนื่องจากท่านได้พาบุคคลที่ท่านรักมากที่สุดออกมาสาบาน พวกเขาจึงยอมแพ้ และยอมปฏิบัติตามเงื่อนไขที่อิสลามกำหนด อัล-กุรอานกล่าวว่า

“ดังนั้นผู้ใดที่โต้แย้งเจ้าในเรื่องนี้ หลังจากได้มีความรู้มายังเจ้าแล้ว ฉะนั้นจงกล่าวเถิดว่า มาซิ ให้เราเรียกลูก ๆ ของเรา และลูกของพวกท่าน และบรรดาผู้หญิงของเรา และบรรดาผู้หญิงของท่าน และตัวของเรา และตัวของท่าน และให้เราวิงวอน (ต่ออัลลอฮฺ) อย่างจริงใจ แล้วให้เราขอต่ออัลลอฮฺให้ทราบแช่งพวกพูดโกหก”(อาลิอิมรอน/๖๑)

ริวายะฮฺรายงานว่าท่านศาสดาอีซา (อ.) รู้เรื่องสิ่งที่เป็นความเร้นลับ อัล-กุรอานกล่าวว่า และฉันแจ้งแก่พวกท่านถึงสิ่งที่พวกท่านกิน และสะสมไว้ในบ้านของพวกท่าน แท้จริงในนั้นมีสัญญาณหนึ่งสำหรับพวกท่าน หากพวกท่านเป็นผู้ศรัทธา” [๒๐]

ท่านศาสดา (ซ็อลฯ) รู้เรื่องความเร้นลับโดยผ่านวะฮฺยูเช่นกัน เช่น เรื่องชัยชนะของโรมที่ต่ออิหร่าน และการพิชิตมักกะฮฺขอ

“พวกโรมันพิชิตแล้ว” [๒๑]

“แน่นอนอัลลอฮฺทรงทำให้ความฝันเป็นความจริงแก่เราะซูลของพระองค์ด้วยความจริง แน่นอนพวกเจ้าจะได้เข้าสู่มัสยิดอัลฮะรอมอย่างปลอดภัย หากอัลลอฮฺทรงประสงค์ โดย (บางคน) โกนผมของพวกเจ้าและบางคนตัดผม พวกเจ้าอย่าได้หวาดกลัว เพราะอัลลอฮฺทรงรอบรู้สิ่งที่พวกเจ้าไม่รู้ ดังนั้นพระองค์จึงกำหนดชัยชนะอื่นจากนั้น เป็นชัยชนะอันใกล้นี้” [๒๒]

สิ่งที่กล่าวมาเป็นปาฏิหาริย์อย่างหนึ่งที่อัล-กุรอานได้กล่าวไว้ และนอกจากนี้แล้วประวัติศาสตร์ และฮะดีซยังได้กล่าวถึงปาฏิหาริย์อีกมากมายของท่านศาสดา


[๑](อัล- เกาะซ็อซ/๔๙)

[๒](อัล-อัสรอ/๘๘)

[๓](ฮูด/๑๓)

[๔](อัล-บะเกาะเราะ/๒๓-๒๔)

[๕](มัจมะอุลบะยาน เล่มที่ ๕ หน้าที่ ๓๘๗)

[๖](อังกะบูต/๔๘)

[๗](อัน-นะฮฺลิ/๑๐๓)

[๘](อัน-นิซาอฺ/๘๒)

[๙](อัล-กาฟียฺ เล่มที่ ๑ หน้าที่ ๕๙)

[๑๐](อัร-เราะอฺดุ/๒)

[๑๑](อัซ-ซาริยาต/๔๙)

[๑๒](อัร-รูม/๑-๔)

[๑๓](ซีเราะฮฺ อิบนิ ฮิชาม เล่มที่ ๑ หน้าที่ ๒๐๙)

[๑๔](อัล-บะเกาะเราะฮฺ/๑๔๖)

[๑๕](อัซ-ซ็อฟ/๖)

[๑๖](อัล-อิซรออฺ/๑๐๑)

[๑๗](อาลิอิมรอน/๔๙)

[๑๘](อัล-เกาะมัร/๑-๔)

[๑๙](อัลอิสรออฺ/๑)

[๒๐](อาลิอิมรอน/๔๙)

[๒๑](โรม/๒)

[๒๒](อัล-ฟัตฮฺ/๔๗)